Emily Dickinson

Emily Dickinson กวีผู้ขับขานความตาย

Emily Elizabeth Dickinson เป็นนักกวีหญิงที่รักความสันโดษ เกิดที่เมือง Amherst รัฐเมสซาซูเสทท์ ค.ศ 1830 ในบ้านเกิดของ Emily ที่มีแหล่งชุมชนเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีฐานะมารวมกัน จึงมีนักคิด และนักกวีมากมาย Emily จึงได้ซึมวับแนวคิดต่างๆ แม้ว่าเธอจะเป็นพวกรักสันดาก็ตาม ในวัยเด็ก Emily มีพ่อที่เข้มงวดคอยปิดกั้น การเรียนรู้บทประพันธ์หรือกวีในยุคนั้นหลายเรื่องเพราะถูกมองว่าไม่เหมาะสมสำหรับ Emily แต่ตัวของนางเองถึงจะถูกบิดาปิดกั้นเท่าไรแต่ด้วยแนวคิดที่ชาญฉลาดและความเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนที่สามารถใช้ปัญญาต่อต้านได้ และยังถือเป็นคนที่ถ่อมตน และเข้าใจถึงจิตใจของผู้อื่นได้เป็นอย่างดีแม้จะเป็นคนรักความสันโดษ

หากมองถึงบทกวีของ Emily ที่แสดงให้เห็นถึงแง่มุมของความคิดอันลึกล้ำที่มีแนวทางและแบบฉบับเป็นของตัวเอง เพราะความรักการอยู่แบบสันโดษเธอจึงมีเวลาครุ่นคิดถึงเรื่องของการใช้ชีวิต บทกวีที่เธอประพันธ์ขึ้นนั้นมีเนื้อหาที่กระชับใช้ถ้อยคำที่อ่อนน้อมถ่อมตนแต่ก็แฝงไปด้วยพลัง Emily เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของวงการวรรณกรรม บทกวีที่เธอเขียนขึ้นยังเปิดเผยถึงเบื้อลึกของจิตใจคน แต่ถึงอย่างนั้นแม้เธอจะประพันธ์กวีได้ดีแค่ไหนผลงานของเธอก็ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในยุคนั้น เนื่องจากแนวทางการเขียนนั้นแตกต่างจากกวีที่ได้รับความนิยม อีกสาเหตุก็เพราะส่วนใหญ่เธอจะกล่าวถึงปรัชญาเกี่ยวกับความตายและแนวคิดชีวิตอมตะ แต่ถึงอย่างนั้น กวีผู้ขับขานความตายผู้นี้ก็สื่อความหมายต่างจากคนอื่น ดังเช่นกวีเลื่องชื่อของเธอ “Because I could not stop for Death”

“He kindly stopped for me;”

The carriage held but just ourselves

And Immortality.

We slowly drove, he knew no haste,

And I had put away

My labor, and my leisure too,

For his civility.

We passed the school where children played,

Their lessons scarcely done;

We passed the fields of gazing grain,

We passed the setting sun.

We paused before a house that seemed

A swelling of the ground;

The roof was scarcely visible.

The cornice but a mound.

Hope is the thing with feathers ความหวังเปรียบดังสิ่งที่มีขนนก
That perches in the soul,  ที่เกี่ยวเกาะในจิตของเรา
And sings the tune without the words, ร้องเพลงเจี้อยแจ้วโดยไร้ถ้อยคำ
And never stops at all, และไม่เคยหยุดเลย

And sweetest in the gale is heard; เป็นเสียงหวานไพเราะที่สุดท่ามกลางลมพายุ
And sore must be the storm และความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวคือมรสุม
That could abash the little bird ที่ทำลายนกน้อย
That kept so many warm. ผู้สร้างความอบอุ่นให้ผู้คนมากมาย

I’ve heard it in the chilliest land ฉันได้ยินนกในดินแดนที่เยือกเย็นที่สุด
And on the strangest sea; และในทะเลที่แปลกประหลาดที่สุด
Yet, never, in extremity, ซึ่งไม่เคยเลยไม่ว่าอย่างไร
It asked a crumb of me. จะขอแม้เพียงเศษขนมปังจากฉัน

BACK

Scroll to Top